วีใช้เวลาสิบเจ็ดนาทีตัดสินใจว่าจะกดรับโทรศัพท์แม่ดีหรือเปล่า
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากคุย
แต่ตอนนี้เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติได้ไหม
โทรศัพท์หยุดสั่นไปแล้วสองรอบ
รอบที่สามดังขึ้นตอนเธอกำลังถอดรองเท้าหน้าห้อง
วีสูดหายใจ ก่อนกดรับ
“ฮัลโหลมี้”
“ทำอะไรอยู่”
“เพิ่งถึงห้อง”
“กินข้าวหรือยัง”
“สั่งแล้ว”
“กินอะไร”
“กะเพราหมูกรอบ”
“อีกแล้วเหรอ”
“มี้ หนูไม่ได้กินกะเพรามาสามวันแล้ว”
“สามวันเอง”
วีหัวเราะ
“มีอะไรหรือเปล่า”
“ป๊าถามว่าเรื่องวันนี้เรียบร้อยไหม”
วีเหลือบมองแฟ้มสีฟ้าที่วางอยู่บนโต๊ะ
“เรียบร้อยแล้ว”
“แล้วนะเขาว่าอะไรบ้าง”
“ถามเรื่องเครื่องดูดฝุ่น”
ปลายสายเงียบไป
“อะไรนะ”
“เครื่องดูดฝุ่นค่ะ”
“ไอ้ธนานี่นะ!”
เสียงแม่ดังจนวีต้องขยับโทรศัพท์ออกจากหู
“คนเขาเพิ่งหย่ากัน มันยังมีหน้ามาถามเรื่องเครื่องดูดฝุ่นอีกเหรอ”
“มันก็เครื่องของเขา”
“เครื่องของเขาที่ไหน ตอนซื้อแกเป็นคนรูดบัตรไม่ใช่เหรอ”
วีชะงัก
เธอลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
“เออ จริงด้วย”
“เห็นไหม!”
“ช่างมันเถอะมี้ หนูไม่อยากได้”
“ไม่อยากได้ก็เอามาให้มี้สิ”
วีหลุดหัวเราะ
“มี้ก็มีเครื่องดูดฝุ่นแล้ว”
“มีแล้วก็ขายได้”
“มี้!”
“เออๆ ไม่เอาก็ไม่เอา”
เสียงพ่อดังแทรกเข้ามาจากด้านหลัง
“ถามลูกด้วยว่าวันอาทิตย์กลับมากินข้าวไหม”
“ไปค่ะ” วีตอบก่อนแม่จะถามซ้ำ
“อยากกินอะไร”
วีคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ปลาทูทอด น้ำพริกกะปิ ชะอมทอด”
“เพิ่งหย่า อยากกินแค่นี้?”
“แล้วต้องกินอะไร”
“ไม่รู้สิ มี้นึกว่าแกจะอยากกินอะไรแพงๆ”
วีมองโทรศัพท์ในมือ
ในนั้นมีสลากที่ถูกรางวัลหนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาทรอให้เธอไปดำเนินการรับ
“หนูอยากกินปลาทู”
“เออ ได้”
เสียงแม่อ่อนลง
“วี”
“คะ”
“ถ้าไม่ไหวก็กลับมานอนบ้านได้นะ ไม่ต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้”
เธอก้มมองพื้น
รองเท้าข้างหนึ่งยังไม่ได้เก็บเข้าชั้น
“หนูไหวมี้”
“รู้แล้ว วันอาทิตย์เจอกัน แล้วอย่าลืมกินผักด้วย”
“ค่ะ!”
แม่วางสาย
วีถือโทรศัพท์ค้างอยู่พักหนึ่ง
แล้วเดินไปเก็บรองเท้าเข้าชั้น
⁂
ห้องขนาดสามสิบสองตารางเมตรดูเล็กกว่าทุกวัน
ตู้เสื้อผ้ามีบานกระจกที่สะท้อนให้เห็นผู้หญิงในเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็กสีดำ
คนถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งควรมีหน้าตาอย่างไร
เธอไม่รู้
แต่ไม่น่าจะเป็นคนที่กำลังถือถุงขยะกับเสื้อผ้าซักค้างไว้สามวัน
วีเปิดเป๋าตัง สลากยี่สิบใบยังอยู่ เธอถ่ายภาพหน้าจอเก็บไว้ แล้วหยุดคิด
ถ้าโทรศัพท์หายล่ะ
เธอจดรายละเอียดสลากไว้ในอีกที่หนึ่ง เปลี่ยนรหัสผ่านโทรศัพท์ ตรวจว่าแอปสำคัญยืนยันตัวตนแบบไหนบ้าง
ทำไปได้ครึ่งชั่วโมงก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำเกินเหตุ
แต่พอจะหยุด เธอก็นึกถึงตัวเลขหนึ่งร้อยยี่สิบล้าน
“เกินเหตุตรงไหนวะ”
วีเดินไปหยิบสมุดปกแข็งจากลิ้นชัก
เป็นสมุดที่บริษัทแจกตอนปีใหม่ หน้าปกพิมพ์คำว่า Make It Happen
เธอไม่เคยใช้ เพราะรู้สึกว่าคำขวัญบนปกชวนให้ทำงานล่วงเวลา
คืนนี้เธอเปิดมันเป็นครั้งแรก
16 ตุลาคม 2569
สิ่งที่ต้องทำ
หนึ่ง ตรวจสอบขั้นตอนรับเงินรางวัลจากแหล่งข้อมูลทางการ
สอง ตรวจสอบเอกสารและบัญชีที่จะใช้รับเงิน
สาม อย่าเพิ่งบอกใคร
เธอมองข้อสามอยู่นาน
จากนั้นขีดเส้นใต้สองครั้ง
⁂
เสียงกริ่งหน้าห้องดังตอนหนึ่งทุ่มสิบสองนาที
วีสะดุ้งจนปากกาหล่น
เธอเดินไปดูช่องตาแมว
พนักงานส่งอาหาร
พอรับถุงข้าวแล้วปิดประตู เธอก็นึกได้ว่าเมื่อกี้ตัวเองตกใจเกินเหตุอีกแล้ว
คนส่งอาหารจะมารู้ได้อย่างไรว่าเธอถูกลอตเตอรี่
วีเปิดกล่องกะเพราหมูกรอบ
หมูกรอบหกชิ้น
เธอนับโดยไม่ตั้งใจ
“ให้หมูน้อยลงอีกแล้ว”
เมื่อเช้าเธอเพิ่งหย่า ตอนเย็นเธอมีเงินรางวัลร้อยกว่าล้าน แต่หนึ่งทุ่มเธอยังนั่งบ่นร้านกะเพราเรื่องหมูกรอบหกชิ้น
เธอเปิดโทรทัศน์ไว้เป็นเพื่อน
ผู้ประกาศข่าวอ่านเลขรางวัลที่หนึ่ง
161026
วีหยุดเคี้ยว
เธอรู้เลขนี้แล้ว ตรวจมาหลายครั้งแล้ว แต่พอได้ยินคนอื่นอ่านออกเสียง กลับรู้สึกเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นจริง
ผู้ประกาศพูดต่อถึงผู้โชคดีในจังหวัดต่างๆ
ไม่มีใครพูดถึงเธอ
ไม่มีใครรู้
ความรู้สึกนี้ทั้งสบายใจและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
⁂
สองทุ่มสี่สิบห้า วีเปิดแล็ปท็อป
สิ่งแรกที่เธอพบคือ เงินรางวัลหนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาทไม่ใช่จำนวนที่จะได้รับเต็มๆ มีอากรแสตมป์ที่ต้องหัก
120,000,000 × 0.005 = 600,000
เหลือสุทธิประมาณ 119,400,000 บาท
หกแสนบาทมากกว่าเงินเดือนเธอหลายเดือนรวมกัน แต่เมื่อเทียบกับเงินรางวัลทั้งหมด มันกลับดูเล็กอย่างน่าประหลาด
เธอเปิดเว็บไซต์ธนาคาร อ่านเรื่องวงเงินคุ้มครองเงินฝาก การโอนเงินจำนวนมาก และการเปิดบัญชีเพิ่ม
เธอมีบัญชีธนาคารอยู่สามแห่ง
บัญชีเงินเดือน
บัญชีเก็บเงิน
กับบัญชีที่เคยเปิดเพราะธนาคารแจกกระเป๋าผ้า
บัญชีสุดท้ายมีเงินอยู่สองร้อยกว่าบาท
“ถ้าเอาร้อยกว่าล้านเข้าไป กระเป๋าผ้าจะรับไหวไหมเนี่ย”
เธอหัวเราะคนเดียว ก่อนอ่านต่อ แล้วรอยยิ้มก็ค่อยๆ หายไป วงเงินคุ้มครองไม่ได้ครอบคลุมเงินจำนวนนี้ทั้งหมด
ยิ่งอ่านก็ยิ่งพบว่าตัวเองไม่รู้หลายอย่าง
เธอเคยคิดว่าเงินมากทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
ตอนนี้เพิ่งรู้ว่าเงินมากทำให้มีเรื่องที่ต้องระวังเพิ่มขึ้นด้วย
แต่เรื่องหนึ่งที่เธอรู้แน่ๆ คือ เธอไม่ควรรีบซื้ออะไรในคืนนี้
ไม่มีรถใหม่
ไม่มีคอนโดใหม่
ไม่มีการลาออกจากงาน
วีหยิบปากกาเขียนอีกบรรทัด
ห้ามตัดสินใจเรื่องใหญ่ภายใน 30 วัน
เธอมองข้อความ แล้วเติมข้างล่าง
ยกเว้นซื้อหมูกรอบเพิ่ม
⁂
ห้าทุ่มสิบห้า วีปิดไฟ
ตัวเลขกลับมาทันที
119,400,000
เธอพลิกตัว แล้วพลิกกลับ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเครื่องคิดเลข
ถ้าใช้เงินเดือนละหนึ่งแสนบาท จะอยู่ได้ 1,194 เดือน
เกือบร้อยปี
“จะอยู่ถึงเหรอ”
เธอวางโทรศัพท์ มองเพดาน
เงินเดือนแรกของเธอคือ 18,500 บาท เธอเอาไปซื้อรองเท้าหนังให้ป๊า ป๊าบอกว่าแพงไป แต่ก็ใส่คู่นั้นไปทำงานทุกวันจนพื้นสึก
เธออยากซื้อบ้านให้พ่อแม่ อยากช่วยมิวทำธุรกิจ อยากทำอีกหลายอย่าง
แต่ถ้าเธอบอกว่าถูกลอตเตอรี่—
มี้จะดีใจ
ป๊าจะเป็นห่วง
มิวจะถามเรื่องภาษี
แล้วไม่เกินสามวัน ญาติสักคนจะโทรมาถามว่าเธอพอมีเวลาคุยเรื่องลงทุนไหม
วีไม่ได้คิดว่าญาติทุกคนเป็นคนไม่ดี
แต่เงินจำนวนนี้มากเกินกว่าจะเอาไปทดลองว่าคนรอบตัวจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
เธอเปิดโคมไฟ หยิบสมุดขึ้นมา ใต้ข้อความ อย่าเพิ่งบอกใคร เธอเขียนเพิ่ม
ถ้าจะช่วยใคร ต้องคิดให้ดีก่อนว่าจะช่วยอย่างไร
แล้วปิดสมุด
เที่ยงคืนครึ่ง เธอลุกไปดื่มน้ำ เปิดตู้เย็นเจอโยเกิร์ตหมดอายุตั้งแต่วันที่ 15
เธอเดินไปที่ถังขยะ
หยุด
พลิกถ้วยดูอีกที
“เพิ่งสองวันเอง”
จากนั้นก็นึกได้ว่าตัวเองกำลังยืนลังเลกับโยเกิร์ตราคาสามสิบกว่าบาท ทั้งที่มีเงินรางวัลร้อยกว่าล้านรออยู่
วีหัวเราะจนต้องเอามือปิดปาก กลัวห้องข้างๆ ได้ยิน
สุดท้ายเธอทิ้งโยเกิร์ต แล้วกลับไปนอน
คราวนี้เธอหลับได้จริงๆ
⁂
เช้าวันเสาร์ วีตื่นขึ้นมาพร้อมความจริงข้อหนึ่ง
เธอถูกลอตเตอรี่หนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาท แต่เงินในบัญชียังมีอยู่เท่าเดิม
มีข้อความจากมิว
มิว: เจ๊ วันอาทิตย์มาบ้านใช่ปะ เอาโน้ตบุ๊กมาด้วยดิ จะให้ดูโปรเจกต์ใหม่
วี: โปรเจกต์ใหม่อีกแล้ว?
มิว: คราวนี้จริงจัง
มิวพูดแบบนี้ทุกครั้ง ครั้งก่อนเขาทำแอปจัดการรายรับรายจ่าย ก่อนหน้านั้นทำเว็บเปรียบเทียบราคา บางโครงการไปได้ไกล บางโครงการหยุดอยู่แค่หน้าเข้าสู่ระบบ
วี: เอามา แต่ถ้ามันพังก็ต้องบอกว่าพัง
มิว: โห
วี: แต่จะดูให้
มิว: โอเค รักเจ๊
วีชงกาแฟแล้วนั่งลงหน้าแล็ปท็อป ค้นหาไฟล์เก่าที่เคยเก็บไว้
Investment Notes — 2014.xlsx
“ยังอยู่อีกเหรอเนี่ย”
ข้างในมีรายชื่อบริษัทสิบสองแห่ง พร้อมรายได้ กำไร หนี้สิน และราคาหุ้นในตอนนั้น มีบริษัทหนึ่งที่เธอเขียนหมายเหตุไว้
ธุรกิจดี แต่ราคายังแพง รอก่อน
วีลองค้นราคาหุ้นย้อนหลัง แล้วนั่งนิ่ง
ถ้าซื้อไว้ตั้งแต่ปีนั้น เงินหนึ่งแสนจะกลายเป็นหลายเท่าตัว
แน่นอนว่าในชีวิตจริง เธออาจขายทิ้งตั้งแต่กำไรยี่สิบเปอร์เซ็นต์ หรือทนไม่ไหวตอนราคาตก
หรืออาจไม่ได้ซื้อเลย
อย่างที่เกิดขึ้นจริง
เธอจำได้ว่าตอนนั้นอยากลงทุน แต่ธนาบอกว่าเก็บเงินไว้ก่อนดีกว่า เธอจึงเก็บ
ไม่ได้โทษเขาหรอก เธอเป็นคนตัดสินใจเอง
วีเปิดสมุดหน้าใหม่ เขียนหัวข้อ
ถ้ามีเงิน 119.4 ล้านบาท จะทำอะไรกับมัน
แล้วขีดฆ่าทิ้ง เขียนใหม่
ถ้าไม่มีเรื่องเงินมาบังคับ ฉันอยากทำอะไร
คราวนี้เธอนั่งคิดอยู่นาน ก่อนเขียนคำตอบแรก
อยากกลับมาอ่านงบการเงิน
“คนอื่นถูกหวยอยากไปเที่ยวญี่ปุ่น ฉันอยากอ่านงบ”
คำตอบที่สอง
อยากลองสร้างอะไรสักอย่างของตัวเอง
คำตอบที่สามยังว่างอยู่
วีสร้างชีตใหม่ในไฟล์เก่า ตั้งชื่อว่า เริ่มใหม่
แล้วเริ่มพิมพ์รายชื่อบริษัทที่อยากศึกษา โดยยังไม่ได้ซื้อหุ้นแม้แต่ตัวเดียว
⁂
สิบเอ็ดโมงครึ่ง วีลงไปร้านข้าวแกงใต้คอนโด
“วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอหนู”
“วันเสาร์ค่ะป้า”
“อ้าว จริงด้วย ป้านึกว่าวันจันทร์”
“เอาแกงส้มกับไข่พะโล้ค่ะ”
“หกสิบห้า”
วีส่งธนบัตรร้อยบาท ป้าทอนสามสิบห้าบาท เธอกำลังจะเดินออก
“หนูวี”
“คะ”
“วันนี้หน้าตาสดใสดีนะ”
วีชะงัก
“เหรอคะ”
“เออ ปกติเห็นเดินเหมือนคนจะไปสอบทุกวัน วันนี้เหมือนสอบเสร็จแล้ว”
เธอไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงยิ้มให้ป้าแล้วเดินกลับขึ้นห้อง
ระหว่างรอลิฟต์ วีนึกถึงคำพูดนั้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตตามปกติ
ทำงาน กลับบ้าน กินข้าว นอน
เธอไม่เคยรู้เลยว่าคนอื่นเห็นเธอเดินเหมือนคนจะไปสอบทุกวัน
⁂
ห้าโมงสี่สิบ วีโทรหามิว
“ว่าไงเจ๊”
เสียงน้องชายดังมาพร้อมเสียงพัดลมคอมพิวเตอร์
“โปรเจกต์ที่แกจะให้ดูพรุ่งนี้คืออะไร”
“ทำไม อยู่ๆ สนใจ”
“ถามไม่ได้เหรอ”
“ได้ๆ เป็นระบบช่วยร้านเล็กๆ จัดการออร์เดอร์กับสต็อก ร้านอาหาร ร้านขนม ร้านกาแฟ อะไรพวกนี้”
“แล้วต่างจากระบบที่มีอยู่ยังไง”
“ก็...”
มิวเริ่มอธิบาย วีฟังไปได้สามนาที
“เดี๋ยวๆ แกกำลังบอกว่าระบบอื่นมันไม่ดี หรือแกยังไม่ได้ลองใช้”
ปลายสายเงียบ
“ก็ลองบางตัว”
“บางตัวนี่กี่ตัว”
“สอง”
“แล้วมีคู่แข่งกี่เจ้า”
“เยอะ”
“เยอะคือเท่าไหร่”
“เจ๊!”
วีหัวเราะ
“นี่แหละ ทำไมผมไม่ชอบให้เจ๊ดูโปรเจกต์ เจ๊ถามเหมือนกรรมการสอบวิทยานิพนธ์”
“แล้วอยากให้ฉันพูดว่าอะไร”
“อย่างน้อยก็ ‘น่าสนใจดี’ ก่อน”
“โอเค น่าสนใจดี”
“ช้าไปแล้ว!”
“มีคนใช้หรือยัง”
“มีร้านหนึ่ง ร้านกาแฟแถวบ้านเพื่อน”
วีหยุด
“เขาจ่ายเงินไหม”
“ยัง”
“แล้วเขาใช้จริงไหม”
“เกือบทุกวัน”
“เขาบอกไหมว่ามีปัญหาอะไร”
“เจ้าของร้านชอบลืมกดรับของเข้าสต็อก”
“แล้วแกแก้ยังไง”
“กำลังทำให้มันง่ายขึ้น”
ครั้งนี้วีไม่ได้ถามต่อทันที
“มิว พรุ่งนี้เอามาให้ดูจริงๆ นะ แล้วเอาคำบ่นของร้านมาด้วย”
“เจ๊นี่แปลก คนอื่นถามว่าทำเงินได้ไหม เจ๊ถามว่าลูกค้าบ่นอะไร”
วีมองไฟล์ Excel ที่เปิดค้างไว้
“ถ้าเขาไม่ใช้ ต่อให้ทำเงินได้ใน Excel มันก็ไม่มีประโยชน์นี่”
ปลายสายเงียบไปนิดหนึ่ง
“เออ จริง”
วางสายแล้ว วีเขียนลงสมุด
มิว — ระบบร้านค้า (ดูของจริงก่อน)
⁂
หนึ่งทุ่มห้านาที
วีเดินกลับจากศูนย์การค้าใกล้บ้าน ผ่านม้านั่งริมทางเดิน
มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ อายุราวห้าสิบกว่า ผมเริ่มหงอก เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีซีด กางเกงเก่าที่รีดเรียบ รองเท้าหนังผ่านการใช้งานมามากแต่ยังขัดสะอาด ข้างตัวมีกระเป๋าผ้าใบหนึ่ง
“เฮ้ย! ขับรถยังไงวะ!”
ชายหนุ่มสองคนยืนเถียงกันข้างรถเก๋งสีดำในลานจอดรถ รถคันหนึ่งถอยเฉี่ยวกระจกมองข้างอีกคัน แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะสนใจการเอาชนะมากกว่าความเสียหาย
คนเสื้อแดงผลักอกคนเสื้อขาว คนเสื้อขาวผลักกลับ
ชายบนม้านั่งเงยหน้าขึ้น มองเหตุการณ์เพียงครู่เดียว แล้วลุกเดินไปทางนั้น
ไม่ได้วิ่ง ไม่ได้ตะโกน แค่เดินเข้าไป
“ใจเย็นก่อนครับ”
“ลุงไม่เกี่ยว”
“ครับ ไม่เกี่ยว แต่ถ้าต่อยกันตรงนี้ รถจะออกไม่ได้อีกหลายคัน”
“มันถอยมาชนรถผม!”
“ครับ ถ้าชนจริง ภาพกล้องก็น่าจะช่วยได้”
พนักงานรักษาความปลอดภัยเข้ามาถึงพอดี พาทั้งสองคนไปห้องควบคุม
ชายคนนั้นถอยออกมา ไม่มีใครขอบคุณเขา เขาก็ไม่ได้รอ กลับไปนั่งที่เดิม หยิบโทรศัพท์รุ่นเก่าขึ้นมาดูต่อ
วีเดินผ่านเขาไป แล้วหยุด
“ลุงคะ เมื่อกี้ไม่กลัวเขาต่อยเหรอ”
เขามองเธอครู่หนึ่ง
“กลัวครับ”
“แต่ลุงเดินเข้าไปเลย”
“ก็ถ้าไม่เดินเข้าไป เขาอาจต่อยกันจริงๆ”
“แล้วถ้าเขาต่อยลุงล่ะ”
ชายคนนั้นคิดนิดหนึ่ง
“ก็คงเจ็บครับ”
วีหลุดหัวเราะ
เธอเหลือบเห็นหน้าจอโทรศัพท์ของเขา เป็นแผนที่เส้นทางรถเมล์
“ลุงจะไปไหนเหรอคะ”
“แถวบางนาครับ แต่รถเที่ยวสุดท้ายของสายที่ผมจะขึ้นน่าจะหมดแล้ว”
“ลุงลองเรียกรถไหม”
เขาหัวเราะเบาๆ
“ถ้ามีงบก็คงเรียกแล้วครับ”
เขาพูดธรรมดามาก ไม่ได้ทำเสียงน่าสงสาร ไม่ได้ขออะไร
“ลุงมาทำอะไรแถวนี้เหรอคะ”
“มาสมัครงานครับ ขับรถให้ผู้บริหาร”
“ได้ไหมคะ”
“เขาบอกว่าผมอายุเยอะไปหน่อย”
วีมองรองเท้าหนังที่ขัดสะอาดของเขา
“ลุงอายุเท่าไหร่”
“ห้าสิบหก”
“ยังไม่เยอะขนาดนั้นสักหน่อย”
“ขอบคุณครับ”
เขาพูดเหมือนรับคำชม
“แล้วเคยขับรถมาก่อนไหมคะ”
“เคยครับ หลายปีอยู่”
“รถอะไร”
“หลายแบบครับ”
“รถตู้?”
“เคย”
“รถบรรทุก?”
“เคย”
วีหรี่ตา
“ลุงตอบเหมือนสมัครงานเลย”
“ก็เพิ่งไปสมัครมา”
เธอหัวเราะตาม
“ลุงชื่ออะไรคะ”
“รณชัยครับ”
“วีค่ะ”
“ครับ คุณวี”
“ไม่ต้องคุณก็ได้”
เขาพยักหน้า
“ครับ คุณวี”
วีส่ายหน้า แล้วเปิดแอปเรียกรถ ถามจุดหมายคร่าวๆ
ค่าโดยสารสี่ร้อยกว่าบาท
เธอชะงักไปนิดหนึ่ง ไม่ใช่เพราะจ่ายไม่ไหว แต่เพราะนิสัยเดิมทำให้เธอคำนวณทันทีว่าเงินจำนวนนี้เท่ากับข้าวแกงกี่มื้อ
ลุงรณมองสีหน้าเธอ
“แพงใช่ไหมครับ งั้นไม่ต้องครับ ผมกลับเองได้”
วีกดเรียกรถ
“เรียกไปแล้วค่ะ ถือว่าขอบคุณที่เมื่อกี้ช่วยห้ามคนทะเลาะกัน”
“ผมแค่พูดสองสามคำ”
“บางคนพูดสองสามคำแล้วคนยิ่งตีกันก็มี”
เขาหัวเราะ แล้วถอนหายใจเบาๆ
“ขอบคุณครับ”
ระหว่างรอรถ ลุงรณถาม
“คุณวีทำงานอะไรครับ”
“งานบริษัทค่ะ”
“วันนี้วันหยุด แต่ดูเหมือนยังคิดเรื่องงานอยู่”
วีหันไปมอง
“รู้ได้ไง”
“คนที่หยุดงานจริงๆ มักไม่มองโทรศัพท์เหมือนรอใครสั่งงานครับ”
“ลุงนี่ช่างสังเกตนะ เคยทำงานอะไรมาก่อน”
เขาเงียบไปนิดหนึ่ง
“หลายอย่าง”
“ตอบเหมือนเรื่องรถอีกแล้ว”
“ครับ”
รถเข้ามาจอด วีตรวจทะเบียนให้ตรงกับในแอป ลุงรณขอบคุณอีกครั้งแล้วขึ้นรถ
เธอไม่ได้ขอเบอร์โทรศัพท์เขา ไม่ได้คิดว่าจะพบกันอีก
แค่รู้สึกว่าเย็นนี้ได้คุยกับคนแปลกหน้าที่ไม่พยายามขายอะไรให้เธอ ซึ่งหาได้ยากขึ้นทุกที
⁂
สองทุ่มสิบสาม วีกลับถึงห้อง เปิดสมุดหน้าใหม่
สิ่งที่ยังไม่รู้
หนึ่ง จะรับเงินอย่างไรให้เรียบร้อย
สอง จะเก็บเงินอย่างไรให้ปลอดภัย
สาม จะลงทุนอย่างไรโดยไม่ทำตัวเหมือนคนรู้ทุกอย่าง
สี่ จะทำอย่างไรกับงานประจำ
ห้า จะบอกครอบครัวเมื่อไหร่
เธอนึกถึงลุงรณ แล้วเขียนเพิ่ม
หก ถ้ามีเงินมากพอจะช่วยคนอื่นได้ จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังช่วยถูกทาง
โทรศัพท์ดัง
ธนา
วีมองชื่อบนหน้าจออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดรับ
“ว่าไง”
“วี เรื่องที่เธอจะมาเอาของพรุ่งนี้ช่วงบ่ายน่ะ ฉันจะเก็บของเธอลงไปฝากนิติฯ ให้ก็แล้วกัน”
“ทำไมต้องฝากนิติฯ”
“พอดีพรุ่งนี้ฉันมีแขก”
“แขก?”
“อืม”
วีไม่ได้ถามว่าใคร
“หนังสือฉันอยู่ในห้องทำงานสองลัง เสื้อผ้าอยู่ในตู้ฝั่งซ้าย แล้วก็กล่องที่แพ็กไว้ข้างประตู ช่วยดูให้ครบด้วย”
“ได้”
“แล้วฝากกุญแจสำรองไว้ด้วย ฉันจะคืนพร้อมกัน”
เธอกำลังจะวางสาย แต่ธนาเรียกไว้
“วี”
“อะไร”
“เธอไม่ถามเหรอว่าแขกใคร”
วีเงียบไปครู่หนึ่ง
“จำเป็นต้องรู้ด้วยเหรอ”
คราวนี้ธนาเป็นฝ่ายเงียบ
“แค่นี้นะ”
เธอวางสาย แล้วนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง
ความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นมาถึงคอ เธอไม่แน่ใจว่าเป็นความโกรธ ความเสียใจ หรือความอับอายที่ตัวเองยังเสียใจอยู่
เธอเดินไปล้างหน้า
น้ำเย็นไหลผ่านแก้ม วีเงยหน้ามองกระจก
ตาแดงนิดหน่อย
“เออ ยังเจ็บอยู่นี่หว่า”
เธอหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหน้า แล้วกลับมาเปิดแอปธนาคาร
ยอดเงินในบัญชียังอยู่เท่าเดิม เงินรางวัลยังไม่เข้า
หนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาทยังเป็นแค่ตัวเลขในแอปเป๋าตัง
วีปิดแอป เขียนลงสมุดบรรทัดสุดท้ายของวัน
รอธนายืนยันว่าฝากของครบแล้ว ตรวจรายการของก่อนคืนกุญแจ
คืนนี้เธอไม่อยากคิดอะไรอีก
⁂
คืนเดียวกัน
ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งแถวบางนา
ชายวัยห้าสิบหกปีในเสื้อเชิ้ตสีซีดวางกระเป๋าผ้าไว้บนโต๊ะ ถอดรองเท้า แล้วนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติก
ลุงรณเปิดอ่านข้อความจากบริษัทที่ไปสมัครงาน
ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในตำแหน่งพนักงานขับรถ ทางบริษัทได้พิจารณาผู้สมัครท่านอื่นที่เหมาะสมกว่าแล้ว
เขาอ่านจนจบ ก่อนลบการแจ้งเตือน
บนโต๊ะมีสมุดบันทึกเล่มเล็กกับปากกาหนึ่งด้าม
เขาเปิดสมุด เขียนวันที่
16 ตุลาคม
แล้วชะงัก
“ไม่ใช่สิ”
เขาขีดฆ่า เขียนใหม่
17 ตุลาคม 2569
ใต้วันที่ เขาเขียน
สมัครงาน — ไม่ผ่าน
เว้นบรรทัด แล้วเขียนเพิ่ม
มีคนเรียกรถให้กลับบ้าน
เขาหยุดคิด ก่อนเติมชื่อ
คุณวี
ลุงรณจำได้ว่าตอนเธอเห็นค่าโดยสาร เธอทำหน้าเหมือนเสียดายเงินอยู่ชั่วครู่
แต่สุดท้ายก็ยังเรียกรถให้
เขาหัวเราะเบาๆ
“คนอะไร”
จากนั้นเดินไปต้มน้ำ
ห้องเช่าเงียบ มีเสียงรถจากถนนใหญ่ดังมาเป็นระยะ
บนโต๊ะ สมุดบันทึกวางอยู่ข้างโทรศัพท์รุ่นเก่า