ฝนเริ่มตกตอนที่โมกำลังล้างแก้วใบเดิมอยู่ในครัว
มันเป็นแก้วสีขาวธรรมดา มีรอยบิ่นเล็ก ๆ ตรงขอบที่เธอไม่เคยเปลี่ยนเสียที ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ได้สวย ไม่ได้พิเศษ และเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรนัก น้ำจากก๊อกไหลผ่านปลายนิ้ว เธอถูคราบชาที่ก้นแก้วช้าๆ ราวกับถ้าทำให้มือยุ่งอยู่เสมอ ความคิดบางอย่างจะไม่มีช่องว่างพอแทรกเข้ามา
นอกหน้าต่าง ฝนกระทบกันสาดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เมืองทั้งเมืองดูเหมือนถูกลดเสียงลง เหลือเพียงแสงไฟจากห้องฝั่งตรงข้ามที่พร่าอยู่หลังม่านน้ำ กับเงาของตัวเองบนกระจก มองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่โตขึ้นมากแล้ว
โทรศัพท์สั่นอยู่บนโต๊ะอาหาร
โมไม่หันไปมองในทันที เธอคิดว่าอาจเป็นข้อความจากที่ทำงาน หรือโฆษณาที่หลุดผ่านการตั้งค่าจนทำให้เธอรำคาญอีกครั้ง แต่เมื่อเสียงสั่นดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง เธอก็วางแก้วลง
ชื่อบนหน้าจอทำให้ปลายนิ้วเย็นลง
ปกรณ์
เขาเป็นเพื่อนคนเดียวที่ยังอยู่ตรงกลางระหว่างเธอกับเอ เหมือนสะพานเก่าที่ไม่มีใครกล้ารื้อ แม้สองฝั่งจะเลิกเดินหากันไปนานแล้ว
โมมองชื่อนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดรับ
“ฮัลโหล”
ปลายสายเงียบ
ความเงียบนั้นสั้นมาก แต่หนักพอให้เธอรู้ว่าไม่ใช่เรื่องทั่วไป
“โม” ปกรณ์เรียกชื่อเธอ เสียงต่ำและระวังเสียจนเหมือนกำลังถือของที่แตกง่าย “ตอนนี้สะดวกคุยไหม”
เธอเหลือบมองฝน “มีอะไรหรือเปล่า”
เขาหายใจเข้า เธอได้ยินชัดเกินไป
“เอป่วย”
มือของโมเกร็งรอบโทรศัพท์โดยไม่รู้ตัว
คำพูดนั้นสั้น ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีพื้นที่ให้เธอเตรียมใจ จึงยิ่งฟังเหมือนยังไม่ใช่ความจริง เธอคิดว่าเดี๋ยวปกรณ์คงพูดต่อว่าเป็นไข้ เป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย หรืออะไรก็ตามที่มีวันหาย
แต่เขาเงียบ
และในความเงียบนั้น เธอก็เริ่มเข้าใจ
“ป่วยอะไร” เธอถาม เสียงตัวเองแปลกไป เหมือนเป็นของคนอื่น
“หมอบอกว่า…” ปกรณ์หยุดอีกครั้ง “โรคของเขาอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว”
โมหลับตา
ฝนยังตกเหมือนเดิม น้ำยังหยดจากขอบแก้วลงบนเคาน์เตอร์ แต่โลกด้านในของเธอกลับเหมือนถูกดึงออกจากแกนทีละน้อย เธอไม่ร้องไห้ ไม่ทันรู้สึกอะไรด้วยซ้ำ มีเพียงประโยคหนึ่งที่ไม่ยอมหลุดจากหัว
ระยะสุดท้ายแล้ว
สุดท้ายแค่ไหนยังไง
“เขา…เหลือเวลาไม่มาก” ปกรณ์พูดในที่สุด “เขาไม่ยอมให้บอกใคร แต่ฉันคิดว่าเธอควรรู้”
คำว่า ‘ควร’ มันทิ่มแทงเข้ามาอย่างเงียบๆ
ควรจะรู้ หรือควรจะไป
ควรให้อภัย หรือควรยอมรับว่าบางอย่างสายเกินไปแล้ว
โมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นจนปกรณ์เรียกชื่อเธอซ้ำ เธอจึงพบว่าตัวเองยังหายใจอยู่ แต่หายใจได้ไม่เต็มปอด
“เขาอยากเจอฉันไหม” เธอถาม
ปกรณ์เงียบไปนานกว่าเดิม
“ฉันไม่รู้” เขาตอบตามตรง “แต่เมื่อคืนเขาพูดชื่อเธอ”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้โล่งใจ มันกลับเปิดประตูบานหนึ่งที่เธอปิดตายมาเกือบสามปี
หลังประตูนั้นมีห้องเล็กๆ ห้องเดิม วันที่ทั้งคู่พูดกันด้วยถ้อยคำที่แรงเกินไป มีน้ำเสียงของเอที่พยายามแข็ง แต่แววตากลับเจ็บจนเธอไม่กล้ามองนาน และมีประโยคสุดท้ายของเธอเอง ประโยคที่พูดออกไปเพราะอยากให้เขาเจ็บเหมือนที่เธอเจ็บ
จากนั้นก็ไม่มีใครโทรหาใครอีก
เธอเคยคิดว่าความเงียบช่วยให้คนลืมได้
วันนี้เธอเพิ่งรู้ว่า ความเงียบไม่ได้พาอะไรไปไหน มันแค่เก็บทุกอย่างไว้ในที่มืด และรอวันที่เราถูกบังคับให้กลับไปเปิดดูมันอีกครั้ง
หลังวางสาย โมยังยืนอยู่ที่เดิม โทรศัพท์ดับลงในมือ แสงจากหน้าจอหายไป แต่ฝนยังส่องเงาเลือนๆ เข้ามาในบ้าน
เธอเดินไปนั่งที่พื้นข้างโซฟาโดยไม่รู้ตัว หลังพิงผนังเย็นๆ แล้วปล่อยให้ความทรงจำไหลย้อนกลับมา
เอในวันที่หัวเราะจนตาหยี
เอในวันที่ยื่นร่มให้เธอทั้งที่ตัวเองก็เปียก
เอในวันที่เงียบไป เมื่อเธอพูดคำที่ไม่ควรพูด
เธอเคยโกรธเขามากพอจะเชื่อว่าการไม่อยู่ในชีวิตกันคือคำตอบที่ดีที่สุด
แต่ไม่มีใครบอกเธอว่า วันหนึ่งคำตอบนั้นจะกลายเป็นประโยคที่ไม่มีโอกาสแก้ไข
นาฬิกาบนผนังเดินต่อไปอย่างไม่ไยดี
โมเงยหน้ามองหน้าต่าง ฝนไหลลงบนกระจกเป็นทางยาว เหมือนคนกำลังเขียนอะไรบางอย่างแล้วปล่อยให้มันเลือนหายก่อนอ่านจบ
เธอไม่รู้ว่าการไปหาเอจะเปลี่ยนอะไรได้หรือไม่
บางทีเขาอาจไม่อยากเห็นหน้าเธอ
บางทีคำขอโทษอาจไม่มีความหมายแล้ว
บางทีเธออาจไปถึงช้าเกินไป
แต่เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่า หากไม่ไป เธอจะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับคำว่า ‘ถ้า’ ไปตลอด
โมลุกขึ้น หยิบเสื้อกันฝนจากหลังประตู และเปิดแผนที่ในโทรศัพท์
ข้างนอก ฝนยังตกหนัก
เธอสูดลมหายใจเข้า พร้อมกับตัดสินใจว่าจะไป
ไม่ใช่เพราะเธอพร้อมจะเผชิญหน้ากับอดีต
แต่เพราะครั้งนี้ เธอไม่อยากปล่อยให้ความเงียบเป็นคนพูดแทนหัวใจอีกแล้ว