thatwhy reads

สิบเอ็ดโมง วันนั้นฉันหย่า · ตอนที่ 5 · วันนี้ฉันไม่ขออนุญาต

โดย ทองกัลย์

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2569

วีได้รับโทรศัพท์ตอนเจ็ดโมงยี่สิบสามนาที

“คุณมนัสวีใช่ไหมครับ ผมกิตติจากฝ่ายขายนะครับ”

กิตติ คนที่เมื่อวานนั่งประชุมกับสมภพ

“ขอโทษที่โทรมาแต่เช้านะครับ ถ้าผมจะเอาตัวเลขจริงให้คุณดู คุณช่วยบอกผมได้ไหมว่ามันแย่แค่ไหน”

วีลุกขึ้นนั่งบนเตียง

“ตัวเลขจริง? แล้วตัวเลขที่ประชุมเมื่อวานล่ะคะ”

กิตติหัวเราะแห้งๆ

“ก็จริงครับ แต่มันยังไม่ครบ มีลูกค้ารายหนึ่งแจ้งว่าจะระงับการสั่งซื้อรอบใหม่ ถ้าเราไม่คืนเงินมัดจำที่ค้างอยู่”

“เท่าไหร่คะ”

“สิบแปดล้าน ยอดขายที่เรารายงานไปบางส่วน ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องการส่งมอบ”

“ถ้าเป็นเรื่องรับรู้รายได้ ต้องให้ฝ่ายบัญชีตรวจตามสัญญาและหลักฐานการส่งมอบ ไม่ใช่ให้ฉันตัดสินจากโทรศัพท์”

“ผมเข้าใจครับ”

“แล้วทำไมถึงโทรหาฉัน”

กิตติเงียบไปครู่หนึ่ง

“เพราะเมื่อวานคุณเป็นคนเดียวในห้องที่ถามว่าตัวเลขมาจากไหน”

วีไม่ได้ตอบทันที

“ส่งรายละเอียดให้ฝ่ายบัญชีตามขั้นตอนนะคะ แล้วค่อยนัดคุยกันในเวลางาน อย่าส่งเอกสารลูกค้าเข้ามือถือส่วนตัวฉันด้วย”

“รับทราบครับ”

วางสายแล้ว วีนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง

เธอไม่ได้ตกใจที่บริษัทมีปัญหา บริษัทไหนก็มีปัญหา

แต่เธอเริ่มสงสัยว่าเรื่องที่เห็นเมื่อวาน เป็นแค่ตัวเลขสามสิบห้าล้านที่ยังไม่ยืนยันจริงหรือเปล่า

โทรศัพท์ดังอีกครั้ง

คราวนี้เป็นสมภพ

วีมองชื่อบนหน้าจอ ปล่อยให้ดังอยู่สามครั้ง ก่อนรับสาย

“ค่ะพี่”

“วี วันนี้คุณเข้ามาเร็วหน่อยนะ เรื่องที่ฝ่ายขายกำลังคุยกัน ผมอยากให้คุณช่วยดู”

วีมองนาฬิกา เจ็ดโมงสามสิบสอง

“พี่สมภพคะ วันนี้วีลาค่ะ”

“ลา? คุณแจ้งไว้ตอนไหน”

“กำลังจะแจ้งค่ะ”

“ไม่ได้สิ มีงานด่วน”

วีมองเสื้อทำงานที่แขวนอยู่หน้าตู้

เสื้อสีขาวตัวเดิม เธอใส่มันทุกวันอังคารมาหลายปี

“พี่คะ งานที่เกี่ยวกับการรับรู้รายได้ต้องให้ Finance กับ Accounting ตรวจ ไม่ใช่ให้วีเข้าไปแก้ Forecast”

“ผมรู้ แต่คุณช่วยประสานก่อน”

“วีจะส่งสิ่งที่ทราบให้ทีมทางอีเมลค่ะ ส่วนวันนี้วีมีธุระส่วนตัว”

“ธุระอะไร”

วีเงียบไปครู่หนึ่ง

ไม่ใช่เพราะคิดคำตอบไม่ออก แต่เพราะเพิ่งนึกได้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องเล่าทุกอย่าง

“ธุระส่วนตัวค่ะ”

“วี คุณก็รู้ว่าช่วงนี้งานเยอะ ถ้าทุกคนทำแบบคุณ บริษัทจะทำงานยังไง”

วีมองเพดาน

“พี่สมภพคะ ถ้าบริษัททำงานไม่ได้เพราะพนักงานคนหนึ่งลาหนึ่งวัน เราน่าจะมีปัญหาใหญ่กว่าเรื่อง Forecast แล้วค่ะ”

ปลายสายเงียบ

“คุณกำลังประชดผมหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ วีพูดจริง”

“ผมไม่อนุมัติ”

วีลุกขึ้นเดินไปเปิดม่าน แดดเช้าส่องเข้ามาเต็มห้อง

“งั้นวีจะส่งคำขอลาตามระบบ และให้ HR ยืนยันขั้นตอนนะคะ”

“วี! คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร”

วีมองเงาตัวเองในกระจก

ผู้หญิงอายุสามสิบเก้า ผมยุ่ง เสื้อยืดเก่า กางเกงขาสั้น คนที่เพิ่งหย่าเมื่อสี่วันก่อน คนที่ถูกลอตเตอรี่หนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาท

แต่คนปลายสายไม่รู้เรื่องนั้น และเธอไม่ได้ตั้งใจจะบอก

“เป็นพนักงานค่ะพี่”

วีตอบ

“ไม่ใช่ทรัพย์สินของบริษัท”

เธอวางสาย

หัวใจเต้นแรงจนต้องเอามือแตะหน้าอก

“โอ๊ย”

เธอหัวเราะออกมา

“เมื่อกี้พูดไปได้ไงวะ”

แล้วรีบเปิดคอมพิวเตอร์ ส่งอีเมลสรุปข้อเท็จจริงที่ทราบให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องตรวจต่อ ก่อนยื่นคำขอลาตามระบบ

เธอไม่ได้อยากทิ้งงานให้ใครรับผิดชอบแทนโดยไม่มีข้อมูล

แต่ก็ไม่อยากใช้ชีวิตเหมือนการมีธุระส่วนตัวเป็นความผิดอีกแล้ว

⁂

แปดโมงสิบ พั้นช์โทรมา

“พี่วี! พี่ทำอะไรลงไป! พี่สมภพเดินเข้ามาหน้าแดงมาก”

“เขาร้อนมั้ง”

“พี่!”

วีหัวเราะ “ฉันส่งคำขอลาเข้าระบบแล้ว รอ HR ตอบ”

“พี่จะลาออกเหรอ”

“ยัง ทำไมทุกคนชอบถามเหมือนฉันต้องลาออกวันนี้”

พั้นช์เงียบไปนิดหนึ่ง

“เพราะพี่ไม่เคยพูดกับเขาแบบนี้ เมื่อก่อนพี่ก็เก่งนะ แต่พี่ชอบยอม”

วีมองออกไปนอกหน้าต่าง

“ฉันเพิ่งรู้ว่าตัวเองยอมอะไรไปเยอะเหมือนกัน”

“แล้ววันนี้พี่จะไปไหน”

“ไปทำธุระ”

“ธุระอะไร”

“นี่เธอเป็นลูกน้องสมภพหรือเปล่า”

“อ้าว!”

“ไว้เล่าให้ฟัง”

วางสายแล้ว วีหยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าผ้าใบสีขาว

แต่งตัวเสร็จก็มองกระจก

ไม่ได้ดูเหมือนคนมีเงินหนึ่งร้อยยี่สิบล้าน แต่ก็ไม่ได้ดูเหมือนคนที่ต้องรีบไปทำงาน

เธอชอบอย่างหลังมากกว่า

⁂

สิบโมงครึ่ง

ห้องประชุมชั้นสามของธนาคารเล็กกว่าที่วีคิด

โต๊ะไม้หนึ่งตัว เก้าอี้สี่ตัว ภาพวาดดอกบัวหนึ่งภาพ และน้ำเปล่าสองขวดที่วางไว้อย่างตั้งใจ

ผู้หญิงที่นั่งตรงข้ามอายุราวสามสิบห้า ผมรวบเรียบ สูทสีเทา เธอยื่นนามบัตรให้ด้วยสองมือ

ณิชา

“เรื่องเอกสารรับรางวัลเรียบร้อยแล้วนะคะ คุณมนัสวี” ณิชาพูด “เงินจะโอนเข้าบัญชีใหม่ที่เปิดไว้เมื่อครู่ ณิชาขอให้คุณมนัสวีดูยอดจากแอปของตัวเองนะคะ ไม่ต้องเชื่อหน้าจอของณิชา”

วีมองเธอ

ประโยคนั้นทำให้เธอชอบผู้หญิงคนนี้ขึ้นมานิดหนึ่ง

เธอเปิดแอป

กดรีเฟรช

119,400,000.00 บาท

หนึ่งร้อยสิบเก้าล้านสี่แสนบาท

วีคิดว่าตัวเองจะร้องไห้ หรือกระโดด หรืออย่างน้อยก็มือสั่น

แต่สิ่งแรกที่เธอทำคือสลับไปดูบัญชีเงินเดือน

สองแสนกว่าบาท

เธอมองสองบัญชีสลับกัน

แล้วพูดเบาๆ

“เออ”

ณิชาไม่ได้หัวเราะ ไม่ได้แสดงความยินดีเสียงดัง เธอเพียงรินน้ำใส่แก้วแล้วเลื่อนมาให้

“ส่วนใหญ่ลูกค้าจะพูดว่า ‘เออ’ หรือ ‘จริงเหรอ’ ค่ะ” ณิชาบอก “บางท่านถามว่าห้องน้ำอยู่ไหน”

วีหลุดหัวเราะ

“แล้วต่อจากนี้ปกติลูกค้าทำอะไรกันคะ”

“ส่วนใหญ่ถามว่าควรลงทุนอะไรดีค่ะ”

“ฉันยังไม่ถามเรื่องนั้น”

ณิชาเลิกคิ้วเล็กน้อย

“แล้วคุณมนัสวีอยากถามอะไรคะ”

วีเปิดสมุดปกแข็ง หน้าที่เขียนไว้ตั้งแต่คืนวันศุกร์

“หนึ่ง เงินก้อนนี้ควรแยกไว้กี่ที่ถึงจะไม่ต้องลุ้นเรื่องความเสี่ยงของสถาบันการเงินทีเดียวทั้งก้อน สอง ถ้าจะโอนเงินจำนวนมาก ต้องแจ้งล่วงหน้ากี่วัน สาม ใครในธนาคารเห็นยอดเงินนี้ได้บ้าง”

ณิชามองหน้ากระดาษ แล้วมองเธอ

“ข้อสามมีคนถามน้อยมากค่ะ”

“เพราะฉันอยากรู้ว่าถ้าพรุ่งนี้มีคนโทรมาเสนอขายประกัน ฉันควรโทษใคร”

คราวนี้ณิชายิ้มจริงๆ

เธอตอบทีละข้อ ชัดเจน ไม่เร่ง ไม่ขายอะไร ข้อไหนไม่แน่ใจก็บอกว่าจะกลับไปตรวจให้

ก่อนจบ ณิชาเลื่อนซองสีน้ำตาลมาให้ ข้างในมีเอกสารการทำรายการและนามบัตรของเธออีกใบ

“ถ้าวันไหนคุณมนัสวีอยากซื้ออะไรที่ใหญ่กว่าที่ฝากในบัญชี หรืออยากได้ทนาย ผู้ประเมิน หรือห้องประชุมเงียบๆ ไว้คุยงาน ห้องนี้ว่างเกือบทุกบ่ายค่ะ”

วีรับซองมา

“ณิชาพูดเหมือนรู้ว่าฉันจะซื้ออะไร”

“ไม่รู้ค่ะ” ณิชาตอบ “แต่คนที่เปิดสมุดมาพร้อมคำถามสามข้อ มักไม่ได้มาเพื่อซื้อรถ”

⁂

สิบเอ็ดโมงสิบห้า

วีเดินออกจากธนาคาร ผู้คนเดินผ่านไปมาบนทางเท้า ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนคนนี้เพิ่งกลายเป็นเศรษฐี

เธอต้องการกาแฟ

กาแฟดีๆ สักแก้ว

วันนี้เธออยากซื้ออะไรให้ตัวเองบ้าง

ร้านกาแฟอยู่ในโรงแรมหรูฝั่งตรงข้าม พนักงานพาเธอไปนั่งริมหน้าต่าง เมนูวางลงตรงหน้า

อเมริกาโน่ สามร้อยยี่สิบบาท

วีอ่านซ้ำ

“อเมริกาโน่ร้อนสามร้อยยี่สิบเหรอคะ”

“ใช่ค่ะ”

“เอาหนึ่งแก้วค่ะ”

“รับเค้กเพิ่มไหมคะ”

วีมองเมนูขนม เค้กชิ้นละสี่ร้อยกว่าบาท

“ยังค่ะ”

เธอนั่งมองวิว แล้วหัวเราะคนเดียว

มีเงินร้อยกว่าล้าน แต่ยังรู้สึกเหมือนเพิ่งถูกหลอกขายกาแฟ

กาแฟมาถึง รสชาติดี ดีจริงๆ แต่ไม่ได้ดีจนเธออยากจ่ายสามร้อยยี่สิบทุกวัน

เธอถ่ายรูปแก้วกาแฟส่งให้พั้นช์

“วันนี้พี่กินกาแฟแก้วละ 320”

พั้นช์ตอบทันที

“พี่วีโดนหลอกเหรอ”

วีหัวเราะจนเกือบสำลัก

ข้อความจากมิวเด้งตามมา

“เจ๊ บ่ายสองนะ อย่าลืม ตกลงมาได้?”

“ได้”

“เจ๊ลาเพื่อผม?”

“อย่าเพิ่งหลงตัวเอง”

⁂

บ่ายโมงสี่สิบห้า

ร้านกาแฟของพี่อรอยู่ในอาคารพาณิชย์แถวยาว ชื่อร้าน บ้านกาแฟ ป้ายไม้หน้าร้านดูเก่าเล็กน้อย แต่ข้างในสะอาด มีโต๊ะประมาณสิบตัว ตู้เค้กตั้งอยู่ข้างเคาน์เตอร์ กลิ่นกาแฟคั่วลอยออกมาถึงประตู

มิวโบกมือจากโต๊ะด้านใน

“เจ๊! นี่พี่อร เจ้าของร้าน”

ผู้หญิงวัยประมาณสี่สิบห้าในผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลยิ้มให้

“น้องมิวเล่าให้ฟังแล้วค่ะ บอกว่าพี่สาวเขาเห็นตัวเลขแล้วรู้เลยว่าตรงไหนผิด”

วีหันไปมองน้องชาย

“แกไปขายฉันด้วยเหรอ”

“ก็ต้องมีทีมสิ”

พี่อรพาไปหลังเคาน์เตอร์ มีแท็บเล็ตรับออร์เดอร์ เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ สมุดปกแข็ง และคอมพิวเตอร์เก่าหนึ่งเครื่อง

“พี่อยากได้ระบบที่ช่วยดูต้นทุนค่ะ ตอนนี้ใช้ทั้งสมุด ทั้ง Excel ทั้งระบบขายหน้าร้าน”

วีมองตาราง Excel มีชื่อสินค้า ราคาขาย ต้นทุน และกำไร

“ต้นทุนตรงนี้รวมค่าแรงไหมคะ”

“ไม่ค่ะ”

“ค่าไฟ? ค่ากล่อง?”

พี่อรชะงัก

“แล้วค่าธรรมเนียมแอปเดลิเวอรีล่ะคะ”

พี่อรหันไปมองมิว มิวหันมามองวี

พี่อรหัวเราะออกมา

“อ้าว งั้นที่พี่คิดว่ากำไร มันก็ไม่ใช่กำไรจริงสิ”

มิวรีบเปิดโน้ตบุ๊ก

“ระบบผมทำได้”

วีหันขวับ

“แกทำได้แล้วเหรอ”

มิวหยุด

“ยังครับ”

“ดี อย่างน้อยวันนี้แกพูดความจริง”

พี่อรหัวเราะดังลั่น

วีขอให้พี่อรลองอธิบายการขายเค้กช็อกโกแลตหนึ่งชิ้น ราคาหน้าร้าน 145 บาท ต้นทุนวัตถุดิบที่จดไว้ 52 บาท

“งั้นกำไรเก้าสิบสามบาทใช่ไหมคะ” พี่อรถาม

“เค้กหนึ่งก้อนตัดได้กี่ชิ้นคะ”

“แปด”

“ขายหมดทุกวันไหม”

“ไม่ค่ะ เหลือวันละหนึ่งหรือสอง บางวันลดราคา บางวันก็ต้องทิ้ง”

“ถ้าต้นทุนทั้งก้อนหารแปดชิ้น แต่ขายได้จริงแค่หก ต้นทุนต่อชิ้นที่ขายได้ก็สูงขึ้นนะคะ”

พี่อรมองเค้กในตู้อยู่นาน

วีหันไปหาน้องชาย

“แกตอบสิ ระบบแกจะช่วยเขายังไง”

มิวมองหน้าจอ

“ให้เขาใส่จำนวนผลิต จำนวนขาย แล้วก็ของเสีย คำนวณต้นทุนจริง แสดงกำไรต่อสินค้า”

“แล้วถ้าราคาวัตถุดิบเปลี่ยน”

มิวเงียบ

“แกเห็นหรือยังว่าทำไมฉันบอกให้มาดูร้านก่อน”

มิวพยักหน้าช้าๆ

“เห็นแล้ว”

พี่อรมองสองพี่น้อง

“น้องมิวทำระบบนี้ได้จริงไหม”

คราวนี้วีไม่ตอบแทน

มิวสูดหายใจ

“ทำได้ครับ แต่ต้องใช้เวลา สองสัปดาห์สำหรับตัวอย่างที่ใช้ข้อมูลจริงบางส่วน ยังไม่ใช่ระบบพร้อมใช้ทั้งหมด”

วีแอบยิ้ม มิวมองพี่สาวเหมือนเด็กที่เพิ่งตอบข้อสอบถูก

วีทำหน้าเฉย

⁂

สามโมงสิบ พี่อรวางสมุดบัญชีเก่าลงบนโต๊ะด้านใน

“พี่เปิดร้านมาเจ็ดปีแล้ว ช่วงแรกขายดีมาก หลังๆ ค่าเช่าขึ้น วัตถุดิบแพงขึ้น แอปก็หักค่าธรรมเนียม แต่พี่ไม่กล้าขึ้นราคา กลัวลูกค้าหาย”

“แล้วตอนนี้ร้านเป็นยังไงบ้างคะ”

พี่อรยิ้มบางๆ

“ก็ยังอยู่”

คำตอบนั้นทำให้วีเงียบไป

“สัญญาเช่าจะหมดปลายปี” พี่อรพูดต่อ “เจ้าของตึกจะต่อให้ แต่ขอขึ้นค่าเช่าอีกหมื่นห้า จากสี่หมื่นห้าเป็นหกหมื่น ต้องตอบเขาสิ้นเดือนนี้”

มิวอ้าปาก “หมื่นห้า!”

วีมองสมุดบัญชี ค่าเช่าหกหมื่นต่อเดือน เจ็ดแสนสองหมื่นต่อปี ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น

มิวหันมามองเธอ

สายตาแบบที่วีรู้จักดี สายตาที่บอกว่า เจ๊ช่วยเขาหน่อยสิ

วีไม่ชอบสายตานั้น

ไม่ใช่เพราะไม่อยากช่วย แต่เพราะมันง่ายเกินไปที่จะใช้เงินแก้ปัญหาที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ

“พี่มีรายงานยอดขายย้อนหลังสักหกเดือนไหมคะ” เธอถามพี่อร

“มีค่ะ แต่ไม่ค่อยเรียบร้อย คุณวีรับทำบัญชีเหรอคะ”

“เปล่าค่ะ”

“แล้วทำไมถึงช่วย”

วีมองมิว มิวรีบทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“น้องชายลากมาค่ะ”

⁂

สามโมงสี่สิบห้า สองพี่น้องเดินออกจากร้าน

“เจ๊ว่าร้านเขารอดไหม”

“ไม่รู้”

“แล้วถ้าเขาไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าใหม่”

“เราก็ต้องรู้ก่อนว่าขาดเพราะอะไร”

“เจ๊มีเงินให้เขายืมไหม”

คำถามหลุดออกมาง่ายๆ

วีหยุดเดิน

มิวรีบพูด “ผมไม่ได้หมายความว่าเจ๊ต้องให้ แค่ถาม”

“ทำไมแกคิดว่าฉันมีเงิน”

ในกระเป๋าของเธอมีซองสีน้ำตาลจากธนาคาร ข้างในมีเอกสารที่ระบุยอดเงินหนึ่งร้อยสิบเก้าล้านสี่แสนบาท

“ก็เจ๊ทำงานมานาน” มิวตอบ

“ทำงานมานานไม่ได้แปลว่ามีเงินให้คนอื่นยืม”

“ก็จริง”

มิวเกาหัว

“ผมแค่อยากให้ร้านเขารอด”

วีมองน้องชายอยู่ครู่หนึ่ง

“ฉันรู้”

⁂

ระหว่างทางกลับ HR ส่งข้อความมาว่าคำขอลายังรอการพิจารณา ตามด้วยอีเมลจากสมภพ หัวข้อ Urgent: Please Explain Your Absence

วีตอบกลับอย่างสุภาพว่าได้แจ้งการลา ส่งคำขอตามระบบ และส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ทีมแล้ว พร้อมขอให้ HR ยืนยันขั้นตอน

เธอไม่ได้เขียนเรื่องเงิน ไม่ได้เขียนว่าเธอไม่กลัวตกงาน

เพราะเรื่องเหล่านั้นไม่เกี่ยวกับสิทธิการลาของเธอ

⁂

หกโมงสิบ วีกลับถึงห้อง

บนโต๊ะมีซองจากธนาคาร โน้ตบุ๊ก และเค้กช็อกโกแลตหนึ่งชิ้นที่ซื้อจากร้านพี่อร ราคา 145 บาท

วีตักกินคำแรก

อร่อย ไม่หวานเกินไป เนื้อเค้กนุ่ม

ถ้าเค้กชิ้นนี้อร่อยจริง ทำไมร้านถึงกำลังลำบาก

เธอรู้คำตอบคร่าวๆ ของอร่อยไม่ได้รับประกันว่าธุรกิจจะอยู่รอด

แต่คำตอบคร่าวๆ ไม่พอสำหรับการเอาเงินไปเสี่ยง

วีเปิดแล็ปท็อป สร้างไฟล์ใหม่ชื่อ Coffee Shop — Preliminary Review แล้วพิมพ์หัวข้อ

ยอดขาย ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าธรรมเนียมเดลิเวอรี ของเสีย หนี้สิน เงินสดคงเหลือ

เธอหยุด แล้วเพิ่มอีกหนึ่งบรรทัด

เจ้าของร้านอยากทำต่อจริงๆ หรือเปล่า

⁂

สองทุ่มสิบห้า พั้นช์ส่งรูปหน้าจอมา เป็นอีเมลนัดประชุมวันพรุ่งนี้

Review of Q4 Forecast Process and Reporting Controls

ผู้เข้าร่วมมีสมภพ กิตติ ฝ่ายบัญชี และชื่อวี

“พี่สมภพบอกให้หนูเตรียมไฟล์ทั้งหมด พี่ว่าเขาจะเล่นงานพี่ไหม”

“ไม่รู้ แต่ถ้าเขาจะคุยเรื่องตัวเลข เราก็เอาตัวเลขไปคุย”

“พี่ไม่กลัวเหรอ”

วีหยุดนิ้ว

เมื่อก่อนเธอกลัว กลัวถูกมองว่าเป็นคนมีปัญหา กลัวไม่ได้ขึ้นเงินเดือน กลัวต้องหางานใหม่ตอนอายุสามสิบเก้า

เธอมองซองสีน้ำตาลบนโต๊ะ

“กลัวอยู่”

“จริง?”

“จริง”

“แล้วทำไง”

“ก็ไปประชุม”

⁂

สามทุ่ม โทรศัพท์สั่น

“เจ๊ พี่อรตอบแล้ว”

วีถามมิวให้ช่วยถามพี่อรไว้ตั้งแต่ตอนเย็น ว่าถ้าร้านยังมีกำไร เธออยากทำต่อไหม

“เขาบอกถ้าร้านยังมีกำไร เขาอยากทำต่อ แต่ถ้าต้องกู้เงินเพิ่ม เขาไม่เอาแล้ว”

มิวส่งข้อความที่สามตามมา

“พี่อรถามว่าถ้าจะขายร้าน จะมีใครซื้อไหม ผมบอกว่าไม่รู้”

วีหัวเราะเบาๆ อย่างน้อยน้องชายก็เริ่มตอบว่าไม่รู้เป็นแล้ว

เธอเปิดไฟล์ที่เพิ่งสร้าง ยังไม่มีตัวเลขครบ ยังไม่รู้ว่าร้านมีมูลค่าเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าการซื้อร้านกาแฟที่กำลังมีปัญหาเป็นความคิดที่ดีหรือโง่ที่สุดในชีวิต

แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ปิดหน้าจอแล้วบอกตัวเองว่าไม่เกี่ยวกับเธอ

“ถามพี่อรว่า ถ้ามีคนสนใจซื้อกิจการ เขายินดีให้ตรวจข้อมูลจริงไหม”

“เจ๊จะซื้อ?”

“ยังไม่รู้”

“แล้วถามทำไม”

วีหยิบปากกา เปิดสมุดหน้าใหม่ เขียนชื่อร้านลงไป

บ้านกาแฟ

แล้วตอบน้องชาย

“เพราะฉันอยากรู้ว่ามันคุ้มไหม”

มิวส่งสติกเกอร์ตกใจมา

วีไม่ได้ตอบ

ห้าทุ่มกว่า วีเปิดแอปบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศที่ณิชาเปิดบัญชีพ่วงไว้ให้ตอนบ่าย เธอแบ่งเงินก้อนหนึ่งออกมาสิบเปอร์เซ็นต์พอดี แล้วเขียนลงสมุดก่อนจะกดอะไรทั้งนั้น

เงินที่ฉันอนุญาตให้ตัวเองเสียได้ ถ้าหายหมดต้องไม่เสียใจ

หุ้นสี่ตัวแรกเป็นชื่อที่ใครก็รู้จัก ตัวที่ห้าเป็นบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งเข้าตลาดได้ไม่กี่วัน ชื่อแปลกจนเธอต้องสะกดตามทีละตัว ราคาวันแรกตกไปยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เธออ่านหนังสือชี้ชวนของมันจนถึงตีสอง อ่านแค่ส่วนความเสี่ยง แล้วกดซื้อ

จากนั้นเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นตัวเลขที่จำยาก ย้ายแอปไปไว้ในโฟลเดอร์ชื่ออื่นๆ หน้าสุดท้ายของโทรศัพท์ แล้วไม่เปิดมันอีกเลย

ก่อนนอน มีข้อความจากธนา

“ช่วงนี้เธอดูแปลกๆ”

“แปลกยังไง”

“ไม่รู้สิ เหมือนไม่ค่อยสนใจอะไรแล้ว”

วีคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ก็มีเรื่องอื่นให้สนใจ”

ธนาอ่าน ไม่ตอบ

วีวางโทรศัพท์ลงข้างซองสีน้ำตาลจากธนาคาร

นามบัตรของณิชาโผล่ออกมาจากปากซองครึ่งหนึ่ง

ห้องนี้ว่างเกือบทุกบ่ายค่ะ