วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569
เจ็ดโมงสี่สิบสามนาที
วีตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ ไม่ใช่นาฬิกาปลุก เป็นแม่
“ตื่นหรือยัง”
“ตื่นแล้วมี้”
“เสียงเหมือนเพิ่งตื่น”
“ก็ตื่นเพราะมี้โทรนี่แหละ”
“ดี จะได้ไม่ต้องโทรซ้ำ วันนี้มากี่โมง”
“หกโมง”
“หกโมงถึงบ้านหรือหกโมงออกจากบ้าน”
วีหลับตา
“หกโมงถึงบ้านค่ะ”
“มาเร็วหน่อย จะให้ช่วยชิมน้ำพริก”
“มี้ทำเองก็ชิมเองสิ”
“ลิ้นคนทำมันชินแล้ว”
“แล้วลิ้นวีวิเศษตรงไหน”
“ตรงที่ชอบติ”
วีหัวเราะ
“โอเค ห้าโมงครึ่ง”
แม่เงียบไปครู่หนึ่ง
“แล้วร้องไห้ไหม”
วีมองเพดาน เมื่อคืนเธอเกือบร้องไห้ หรืออาจร้องไปนิดหนึ่งตอนล้างหน้า เธอเองก็ไม่แน่ใจ
“ยังไม่ถึงขั้นนั้น”
“มี้โทรมาปลอบหรือโทรมาสอบสวน”
“ทั้งสองอย่าง แล้วอย่าซื้อขนมมานะ มี้ทำไว้แล้ว”
“ขนมอะไร”
“มาแล้วก็รู้”
สายตัดไป
วีนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบโทรศัพท์พิมพ์หาธนา
“ถ้าเอาของลงไปฝากนิติฯ แล้ว บอกด้วยนะ ฉันจะไปรับช่วงบ่าย”
อ่านทวนหนึ่งรอบ แล้วกดส่ง
ไม่ได้เติมคำว่าขอบคุณ ไม่ได้เติมอีโมจิ ไม่ได้อธิบายว่าทำไมต้องรับของวันนี้
ข้อความธรรมดาๆ ที่เมื่อก่อนเธออาจใช้เวลาเลือกคำอยู่นาน กลับส่งออกไปได้ในไม่กี่วินาที
ธนาตอบมาตอนเธออาบน้ำเสร็จ
“เดี๋ยวจัดการให้”
แค่นั้น
วีเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนที่ซื้อเมื่อสามปีก่อน ธนาเคยบอกว่าสีนี้ทำให้เธอดูแก่ เธอจึงแทบไม่ได้ใส่อีกเลย
วีทาบตัวหน้ากระจก
“แก่ตรงไหนวะ”
เธอสวมเสื้อ ติดกระดุม แล้วหมุนตัวดู
ก็สวยดี
⁂
สิบโมงยี่สิบ พั้นช์โทรมา
“พี่วี! พี่เห็นเมลหรือยัง พี่สมภพส่งมาตอนตีหนึ่ง!”
“ตีหนึ่ง?”
“ค่ะ บอกให้ทีมเตรียมข้อมูลยอดขายแยกตามช่องทางใหม่ เพราะพรุ่งนี้จะประชุมกับผู้บริหาร”
วีเปิดอีเมลดู หัวข้อเขียนว่า URGENT — Q4 Forecast Revision ข้างในมีรายการที่ต้องปรับสิบเอ็ดข้อ บางข้อทีมส่งให้ไปตั้งแต่วันพฤหัสบดีแล้ว และมีหนึ่งข้อที่เขียนว่า
Please ensure all numbers are fully aligned.
“ถ้าอยากให้ตรงกันก็อย่าแก้ตัวเลขเองสิ” วีพึมพำ
“พี่ว่าอะไรนะคะ”
“เปล่า”
“หนูต้องทำวันนี้ไหม”
วีดูนาฬิกา สิบโมงยี่สิบเจ็ด วันอาทิตย์
“ไม่ต้อง”
“แต่พี่สมภพ—”
“เขาส่งเมลวันอาทิตย์ ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องทำงานวันอาทิตย์”
ปลายสายเงียบไป วีเองก็เงียบ เพราะประโยคนี้ออกจากปากเธอได้ง่ายเกินคาด
เมื่อเดือนก่อน ถ้าพั้นช์โทรมาด้วยเรื่องเดียวกัน เธอคงเปิดคอมพิวเตอร์แล้วเริ่มแก้ไฟล์ทันที
“พรุ่งนี้เช้าค่อยมาดูด้วยกัน”
พั้นช์หัวเราะ “พี่วีเปลี่ยนไปนะ ปกติพี่จะบอกว่าเดี๋ยวพี่ทำเอง”
“อืม”
“งั้นพรุ่งนี้หนูซื้อกาแฟให้ อเมริกาโน่เย็น ไม่หวาน”
“จำได้ด้วย”
“แล้วถ้าพรุ่งนี้พี่สมภพบ่น หนูจะช่วยบ่นในใจ”
วีหัวเราะเสียงดัง “ขอบใจมาก”
⁂
บ่ายโมงสี่สิบสอง ธนาส่งรูปมาสามรูป กล่องกระดาษสองลัง กระเป๋าเดินทางสีเทา ถุงผ้าใบใหญ่
“เอาของลงมาแล้ว อยู่ที่นิติฯ”
วีขยายรูปดู เธอเห็นกล่องหนังสือที่ตัวเองเขียนคำว่า หนังสือเก่า ด้วยปากกาเมจิก เห็นกระเป๋าเดินทางที่เคยใช้ไปญี่ปุ่นด้วยกัน
แต่ไม่เห็นกล่องเล็กสีเขียว
กล่องใบนั้นเก็บสมุดบันทึกเก่าๆ จดหมาย และรูปถ่ายของเธอตั้งแต่สมัยเรียน
“กล่องสีเขียวบนชั้นเหนือโต๊ะในห้องทำงานล่ะ”
สองนาทีต่อมา
“ไม่เห็น”
“อยู่บนชั้นเหนือโต๊ะ ฉันบอกไว้แล้ว”
ผ่านไปอีกพักใหญ่
“เดี๋ยวดูให้”
⁂
บ่ายสองโมงสามสิบห้า รถจอดหน้าอาคารชุดที่วีเคยเรียกว่าบ้าน
เธอยืนมองตึกอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้รู้สึกอยากขึ้นไป แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าไม่อยากเห็นมันอีกเลย
เหมือนเดินผ่านร้านอาหารที่เคยชอบมาก แต่ตอนนี้ไม่อยากกินแล้ว
พนักงานนิติบุคคลจำเธอได้ พาไปที่ห้องเก็บพัสดุด้านหลังเคาน์เตอร์
วีตรวจทีละชิ้น กล่องหนังสือสองลัง กระเป๋าเดินทาง ถุงผ้า และกล่องพลาสติกใสที่เธอจำไม่ได้ว่าเป็นของตัวเองหรือเปล่า
ข้างในเป็นของใช้ในครัว ตะหลิว ที่เปิดขวด ถ้วยตวง และช้อนตวงพลาสติกสีชมพูที่เธอซื้อมาเพราะคิดว่าจะหัดทำขนม สุดท้ายใช้ไปสองครั้ง
“อันนี้ก็ของฉันเหรอ”
พนักงานยิ้มอย่างเกรงใจ “คุณธนาบอกว่าเป็นของคุณวีทั้งหมดค่ะ”
บนกระเป๋าเดินทางมีซองสีน้ำตาลเล็กๆ ลายมือธนาเขียนไว้หน้าซอง
กุญแจ
วีเปิดดู กุญแจสำรองกับบัตรผ่านอาคาร ครบ
เธอหยิบซองอีกใบที่เตรียมไว้ตั้งแต่เช้า ใส่กุญแจของตัวเอง เขียนชื่อธนา แล้วฝากไว้กับพนักงาน
เรื่องกุญแจจบแล้ว
ระหว่างคนขับช่วยยกกล่องขึ้นท้ายรถ ข้อความจากธนาเข้ามา
“เจอกล่องแล้ว เดี๋ยวเอาไปฝากนิติฯ ให้”
ตามด้วยรูปกล่องสีเขียว
วีตอบ “ขอบใจ เดี๋ยวฉันนัดรับอีกวัน”
เธอไม่รู้ว่าธนาอยู่ในห้องหรือเปล่า ไม่รู้ว่าแขกของเขามาถึงหรือยัง
และไม่อยากรู้
⁂
ห้าโมงสิบสอง
บ้านพ่อแม่อยู่ในซอยเงียบๆ ไม่ไกลจากถนนใหญ่ บ้านสองชั้นหลังเดิมที่วีคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก รั้วเหล็กสีเขียวเข้ม ต้นมะม่วงหน้าบ้านที่ไม่ค่อยออกลูก และกระถางต้นไม้ของแม่ที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี
วีเปิดประตูรั้วเข้าไป ได้ยินเสียงพ่อก่อนเห็นตัว
“ผมบอกแล้วไงว่าไม่ขาย!”
เสียงแม่ตอบจากในครัว “ใครเขาบังคับให้ขายล่ะ”
“ก็มันโทรมาถามทุกเดือน”
“แล้วจะตะโกนใส่ฉันทำไม”
“ผมไม่ได้ตะโกน”
“นี่แหละตะโกน”
วีเดินเข้าบ้าน “สวัสดีค่ะ”
พ่อหันมา “อ้าว มาพอดีเลย วี มานี่”
พ่อเปิดรูปแผนที่ในโทรศัพท์
“จำที่แปลงต่างจังหวัดได้ไหม มีคนมาขอซื้ออีกแล้ว”
“ราคาเท่าไหร่”
พ่อบอกตัวเลข
วีเลิกคิ้ว “สูงกว่าคราวก่อนเยอะนะ แล้วป๊าไม่ขาย?”
“ไม่ขาย”
“ทำไม”
พ่อมองเธอเหมือนคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว
“ก็ที่ดินมันอยู่ของมันดีๆ”
วีหัวเราะ “ป๊า ที่ดินมันไม่ได้เดือดร้อนหรอก”
“นั่นแหละ”
“แล้วป๊าเดือดร้อนอะไร”
“ก็ไม่เดือดร้อน”
“งั้นก็ไม่ต้องขาย”
พ่อยิ้มทันที “เห็นไหม ลูกเข้าใจ”
แม่ตะโกนมาจากครัว “เข้าใจว่าป๊าดื้อ!”
พ่อทำเป็นไม่ได้ยิน
“คนมาขอซื้อบอกว่าแถวนั้นจะมีโครงการใหม่”
“โครงการอะไร”
“ไม่รู้”
“ใครซื้อ”
“นายหน้า”
“แล้วเจ้าของเงินตัวจริงล่ะ”
“ไม่รู้”
วีเงยหน้ามองพ่อ “แล้วป๊าจะรู้ได้ยังไงว่าราคาดีจริง”
พ่อเงียบไป
“เก็บเบอร์เขาไว้ก่อนก็ได้ ถามข้อมูลไว้ไม่เสียหาย แต่อย่าเพิ่งตกลงอะไร”
“เออ จริง”
แม่เดินออกมาพร้อมจานชะอมทอด
“ทีลูกพูดนี่ฟัง”
“ก็ลูกพูดมีเหตุผล”
“ฉันพูดอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อวาน”
“เธอพูดเสียงดัง”
แม่วางจานลงบนโต๊ะ “เดี๋ยวจะได้ดังอีก”
วีรีบเข้าไปกอดแม่จากด้านหลัง
“หอมจัง”
“ชะอม?”
“มี้”
แม่หัวเราะ “ไปล้างมือ เดี๋ยวกินข้าว”
⁂
โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกับข้าว ปลาทูทอด น้ำพริกกะปิ ชะอมทอด ผักลวก ต้มจืดเต้าหู้หมูสับ และหมูทอดกระเทียมที่แม่ทำเผื่อมิว
“มี้ทำเหมือนเลี้ยงสิบคน”
“ก็วันนี้พิเศษ”
แม่ไม่ได้อธิบายว่าพิเศษอย่างไร เพียงตักข้าวใส่จานให้เธอ
มิวเดินลงมาจากชั้นบนพร้อมโทรศัพท์ในมือ ยื่นหน้าจอแอปมาจ่อหน้าพี่สาวทันที
“เจ๊ ดูนี่”
“กินข้าวก่อน”
“เจ๊เป็นคนบอกให้เอามาดู”
“บอกให้เอามาดู ไม่ได้บอกให้เอามาจ่อหน้าตอนฉันกำลังจะกินปลาทู”
พ่อหัวเราะ “โดนเข้าแล้ว”
ทุกคนนั่งลง พ่อมองลูกสาว
“แล้วงานเป็นยังไง เงินเดือนขึ้นหรือยัง”
มิวหัวเราะทันที “ป๊า! เจ๊เพิ่งหย่า ป๊าถามเรื่องเงินเดือน”
“แล้วมันเกี่ยวกันยังไง”
แม่หันไปมองพ่อ “กินข้าวไปเลย”
พ่อยกมือ “เอ้า ผมผิดอีกแล้ว”
วีหัวเราะ “ยังไม่ขึ้นค่ะป๊า ต้องรอรอบประเมิน”
“ก็เห็นทำงานหนัก”
วีตักข้าวเข้าปาก “อืม”
พ่อมองเธอ “ถ้าเหนื่อยมากก็พักบ้าง ทำงานจนไม่มีเวลากินข้าวมันไม่คุ้ม”
วีชะงักเล็กน้อย
มิวหันไปมองพ่อ “ป๊าเพิ่งพูดอะไรดีๆ”
“ปกติป๊าพูดไม่ดีหรือไง”
“ส่วนใหญ่พูดเรื่องที่ดิน”
แม่หัวเราะจนต้องวางช้อน
⁂
หกโมงสิบห้า วีถือจานตามแม่เข้าครัว เสียงพ่อกับมิวคุยเรื่องฟุตบอลดังมาจากห้องกินข้าว
แม่เปิดก๊อกน้ำ ล้างช้อน
“วี เมื่อวานนะโทรมาหามี้”
วีหยุดเช็ดจาน “เหรอ”
“บอกว่าหย่ากันแล้ว มี้ถามว่าลูกเป็นยังไง เขาบอกว่าวีโอเค”
วีหัวเราะเบาๆ “เขารู้ได้ไง”
แม่ปิดก๊อกน้ำ “มี้ก็ถามเหมือนกัน”
ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง
“มี้ไม่ได้ถามว่าใครผิดใครถูกนะ อยู่กันมาตั้งสิบสองปี มันคงไม่ใช่เรื่องที่เล่าให้ใครฟังห้านาทีแล้วเข้าใจหมด”
วีมองจานในมือ “อืม”
“แต่มีอย่างหนึ่งที่มี้อยากรู้”
แม่หันมามองเธอ
“ลูกอยากกลับไปไหม”
วีตอบทันที “ไม่”
แม่พยักหน้า “งั้นก็พอ”
“แค่นั้นเหรอ นึกว่ามี้จะถามอีกเยอะ”
แม่ยิ้ม “ถามไปแล้วเมื่อเช้า”
วีหัวเราะ
แม่หยิบจานจากมือเธอไปวาง
“ถ้าวันไหนอยากเล่าอะไรเพิ่ม ก็ค่อยเล่า แต่เรื่องเครื่องดูดฝุ่น มี้ยังไม่จบนะ”
“มี้!”
“ของมันแพง!”
⁂
หกโมงสี่สิบ มิวลากเก้าอี้มานั่งข้างวี แล็ปท็อปเปิดหน้าระบบจัดการร้านค้า
“นี่หน้าออร์เดอร์”
“สีสวย”
มิวหันมาทันที “เจ๊ชมจริงเหรอ”
“จริง แต่ตัวหนังสือเล็กไป”
มิวถอนหายใจ “นั่นไง”
วีลองกดขายกาแฟเย็นหนึ่งแก้ว นม เมล็ดกาแฟ และแก้วพลาสติกในสต็อกลดลงตาม
“อันนี้ดี แล้วถ้าเจ้าของร้านลืมรับของเข้าสต็อกล่ะ”
“ก็มีปุ่มเพิ่มสต็อก”
“เมื่อวานแกบอกว่าเขาชอบลืม แล้วทำปุ่มเพิ่มสต็อกช่วยคนขี้ลืมยังไง”
มิวเงียบ
“ฉันไม่ได้กวนนะ ลองคิดว่าเขากำลังชงกาแฟ ลูกค้าเข้าร้านสามคน มีคนโทรสั่งอีกสอง แล้วของมาส่งหลังร้าน เขาจะมีเวลามานั่งกดทุกอย่างไหม”
“ไม่”
วีไม่พูดต่อ
ผ่านไปครู่หนึ่ง มิวเงยหน้า
“อาจทำให้ถ่ายรูปใบส่งของแล้วระบบอ่านรายการให้”
“น่าสนใจ”
มิวเริ่มพิมพ์โน้ตรัวๆ เขาไม่ได้ดูเหมือนคนที่เพิ่งถูกวิจารณ์ กลับดูสนุกขึ้น
“ร้านที่ใช้อยู่ เขายอมให้เราไปนั่งดูงานจริงไหม” วีถาม
“น่าจะยอม เจ๊จะไปด้วย?”
“ถ้าเขาอนุญาต”
มิวหันมามอง “เจ๊ไม่เคยสนใจโปรเจกต์ผมขนาดนี้”
วีหยุดไปนิดหนึ่ง “ก็เมื่อก่อนยุ่ง”
“ตอนนี้ไม่ยุ่งแล้ว?”
พรุ่งนี้ยังมีรายงาน Q4 ยังมีพี่สมภพ ยังมีอีเมลตอนตีหนึ่ง
“ยังยุ่ง แต่จะหาเวลา”
⁂
หนึ่งทุ่มยี่สิบ แม่ยกจานขนมออกมา วีมองแล้วตาโต
“ขนมชั้น!”
ขนมชั้นสีเขียวอ่อนสลับขาว ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเรียบร้อย ข้างๆ มีขนมถ้วยอีกสิบกว่าถ้วย
มิวรีบหยิบ แม่ตีมือ
“ล้างมือก่อน”
“ล้างแล้ว”
“ไปล้างใหม่”
วีหยิบขนมชั้นขึ้นมาชิม เนื้อนุ่ม หอมกะทิ ไม่หวานจัด
“อร่อยมากมี้”
“มี้ลองลดน้ำตาล”
พ่อหยิบขนมถ้วย “แม่เขาทำตั้งแต่เช้า”
แม่หันไป “ไม่ต้องบอก”
วีหยิบอีกชิ้น “มี้เคยคิดขายไหม”
แม่หัวเราะ “ใครจะซื้อ”
พ่อพูดแทรก “แม่เขาเคยทำขายตอนสาวๆ คนสั่งกันเต็มบ้าน”
วีหันขวับ “จริงเหรอ ไม่เห็นเคยเล่า”
แม่รีบโบกมือ “ขายนิดหน่อย อย่าพูดเกินจริง”
“มี้ยังมีสูตรที่จดไว้ไหม”
“อยู่ในสมุดเก่า จะดูไปทำไม”
“อยากดู”
มิวเดินกลับมาพอดี “เจ๊จะเปิดร้านขนมเหรอ”
“แกยังทำแอปไม่เสร็จเลย”
“เกี่ยวอะไรกับผม!”
พ่อหัวเราะเสียงดัง
⁂
สองทุ่มสิบ วีนั่งอยู่บนพื้นห้องรับแขก แม่เอากล่องพลาสติกเก่ามาให้ ข้างในมีสมุดหลายเล่ม ปกบางเล่มซีดจนอ่านชื่อไม่ออก
วีเปิดดู มีสูตรขนมชั้น ขนมถ้วย ขนมตาล ข้าวเหนียวหน้ากุ้ง และขนมเปียกปูน
ข้างๆ สูตรมีตัวเลขเขียนไว้ กะทิหนึ่งกิโล แป้งเท่านั้นเท่านี้ น้ำตาลกี่บาท ค่าถ้วย ค่าถุง
“มี้คิดต้นทุนด้วยเหรอ”
แม่ทำหน้าแปลกใจ “ไม่คิดแล้วจะรู้ได้ไงว่าขายแล้วเหลือเงิน”
แม่หยิบสมุดอีกเล่มมาเปิด
“สมัยก่อนมี้ทำส่งร้านกาแฟสองร้าน”
“แล้วเลิกทำไม”
แม่มองพ่อที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่
“มีลูก”
พ่อหันมา “เกี่ยวอะไรกับผม”
“ก็ลูกใครล่ะ”
มิวเดินผ่านพร้อมจานขนม “อย่ามองผม ผมเกิดทีหลัง”
วีพลิกสมุดต่อ หน้าหนึ่งมีชื่อร้านและยอดส่งขนมเขียนไว้ บางวันสามสิบถ้วย บางวันห้าสิบ มีวันที่ขายหมด และวันที่เหลือ
“มี้เคยขาดทุนไหม”
“เคยสิ ตอนเริ่มใหม่ๆ”
“เพราะอะไร”
แม่คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ทำเยอะเกิน ตอนนั้นคิดว่าถ้าคนซื้อสามสิบถ้วย วันรุ่งขึ้นทำห้าสิบก็น่าจะขายได้”
“แล้ว?”
“เหลือสิบกว่าถ้วย ขนมมันเก็บนานไม่ได้ จะทำมากเพราะอยากขายมากก็ไม่ได้”
วีมองสมุดในมือ
เธออ่านงบการเงินมาตั้งแต่สมัยเรียน รู้จักคำว่ารายได้ กำไร กระแสเงินสด และสต็อกสินค้าดี แต่แม่ของเธอเคยเรียนรู้เรื่องเดียวกันจากขนมถ้วยที่ขายไม่หมด
“มี้เก่งนะเนี่ย”
แม่หัวเราะ “เก่งอะไร เลิกขายไปตั้งนานแล้ว”
วีไม่เถียง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“ขอถ่ายรูปสูตรกับสมุดบัญชีไว้ได้ไหม อยากลองคำนวณดูว่าถ้าทำขายสมัยนี้ ต้นทุนจะเป็นเท่าไหร่”
แม่หัวเราะ “ว่างมากเหรอ”
“ก็อยากลอง”
⁂
สองทุ่มสี่สิบห้า แม่ยัดกล่องขนมใส่มือวีสองกล่อง
“เอาไปแบ่งที่ทำงาน”
“แล้วมิวล่ะ”
“มันกินไปครึ่งถาดแล้ว”
มิวตะโกนมาจากโซฟา “ได้ยินนะ!”
พ่อเดินมาส่งหน้าบ้าน
“วี เรื่องที่ดินน่ะ ป๊าไม่ได้รีบขายหรอก แต่ถ้ามันมีอะไรเปลี่ยนแปลงจริงๆ ป๊าอาจต้องคิดอีกที”
“งั้นอย่าเพิ่งเซ็นอะไร แล้วถ้านายหน้าโทรมาอีก ขอชื่อบริษัทกับรายละเอียดโครงการไว้ วีจะช่วยเช็ก”
พ่อมองเธอ
“แกสนใจที่ดินตั้งแต่เมื่อไหร่”
วีหัวเราะ “ตั้งแต่ป๊าพูดเรื่องนี้ทุกครั้งที่กินข้าว”
แม่เดินออกมาพร้อมถุงผัก
“เอาไปด้วย”
“มี้ หนูมีกล่องขนมสองกล่องแล้ว”
“ผักลวก เอาไว้กินกับน้ำพริก”
“แล้วน้ำพริกล่ะ”
แม่ชะงัก “จริงด้วย”
เธอหันกลับเข้าบ้าน
วีร้องตาม “มี้ ไม่ต้อง!”
แต่ไม่ทันแล้ว
⁂
สามทุ่มยี่สิบ วีนั่งแท็กซี่กลับคอนโด บนตักมีกล่องขนมสองกล่อง ข้างตัวมีถุงผักลวก น้ำพริกกะปิ และข้าวเหนียวอีกหนึ่งห่อที่แม่แอบใส่มา
โทรศัพท์สั่น ข้อความจากมิว
“เจ๊ วันอังคารร้านกาแฟที่ใช้ระบบว่างช่วงบ่าย เจ้าของร้านบอกเข้าไปดูได้”
“ขอดูตารางงานก่อน”
มิวส่งสติกเกอร์รูปแมวทำหน้าผิดหวัง
วีหัวเราะ แล้วพิมพ์เพิ่ม
“แต่จะพยายามไป”
คราวนี้มิวส่งสติกเกอร์แมวเต้น
วีมองแสงไฟริมถนน
แอปเล็กๆ ของน้องชาย สมุดต้นทุนขนมของแม่ ที่ดินที่มีคนมาขอซื้อทุกเดือนของพ่อ
คนในบ้านพูดถึงเรื่องพวกนี้มาตลอด ทุกมื้อ ทุกปี
เธอเพิ่งนั่งฟังจริงๆ ก็คืนนี้
⁂
สามทุ่มห้าสิบหก วีกลับถึงห้อง เก็บขนมเข้าตู้เย็น แล้วเปิดแล็ปท็อป
ไฟล์ เริ่มใหม่ ยังเปิดค้างอยู่
เธอสร้างแผ่นงานใหม่สามแผ่น
ธุรกิจมิว
สูตรขนมมี้
ที่ดินป๊า
เธอไม่ได้ใส่ตัวเลขเงินลงทุน ไม่ได้เขียนว่าจะช่วยใครเท่าไหร่ เพียงพิมพ์คำถามไว้
ธุรกิจมิว — ลูกค้าใช้จริงอย่างไร มีปัญหาอะไร และยอมจ่ายเงินเพื่อแก้ปัญหานั้นไหม
สูตรขนมมี้ — ต้นทุนปัจจุบันเท่าไหร่ ทำขายแล้วคุ้มแรงหรือเปล่า และมี้ยังอยากทำไหม
ที่ดินป๊า — ราคาตลาดจริงเท่าไหร่ ใครเป็นผู้ซื้อ และป๊าอยากเก็บไว้เพราะอะไร
จากนั้นเปิดสมุดปกแข็ง พลิกไปหน้าที่เขียนรายการสิ่งที่ยังไม่รู้ แล้วเติมอีกข้อ
เจ็ด ถ้าจะทำอะไรกับเงินก้อนนี้ ต้องรู้ก่อนว่าคนที่เกี่ยวข้องต้องการอะไรจริงๆ
วีเดินไปหยิบขนมชั้นจากตู้เย็นหนึ่งชิ้น กัดไปคำหนึ่ง
“มี้นี่รู้เรื่องธุรกิจเยอะกว่าที่คิดแฮะ”
เธอหยิบอีกชิ้น ก่อนหยุดมือ
“พอแล้ว เดี๋ยวอ้วน”
มีอีเมลจากพี่สมภพเข้ามาใหม่ เวลาส่ง 21:58
Reminder: Tomorrow Morning
Please make sure the revised forecast is ready before 9 AM.
วีมองนาฬิกา สี่ทุ่ม
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงเริ่มทำงานทันที
คืนนี้เธอปิดอีเมล ตั้งนาฬิกาปลุกหกโมงครึ่ง แล้วปิดแล็ปท็อป
“พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
ระหว่างแปรงฟัน โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง
ข้อความจากธนา
“กล่องสีเขียวฝากนิติฯ แล้วนะ”
เธอพิมพ์ตอบ “รับทราบ ขอบใจ”
แล้ววางโทรศัพท์คว่ำลงบนโต๊ะ